06 สิงหาคม 2551

ห้องเรียนทันข่าว ห้องเรียนก๊อปข่าว ?

ได้มีโอกาสเขียนข่าวให้กับห้องเรียนทันข่าวไปหลายตอน
แต่ละข่าวนั้นกินเวลาอย่างน้อยร่วม 2 ชั่วโมง โดยตอนที่นานที่สุดคือ "ข่าวห้องน้ำสองเพศ"
ใช้เวลาร่วม ๆ 6 ชั่วโมง เนื้อข่าวที่เขียนพอสรุปออกมาแล้ว ได้ไม่กี่บรรทัดครับ...55555

ที่ต้องใช้เวลานานขนาดนั้นเพราะแต่ละข่าวต้องการ การกลั่นกรองว่า
- แต่ละคำเหมาะสมไหม?
- การใช้คำถูกต้องตามอัขระวิธีหรือไม่ ?
- ถูกหลักไวยกรณ์ หรือไม่?
- เนื้อข่าว หัวข้อข่าวเหมาะสมหรือไม่?
- ที่สำคัญคือ ข่าวจะถูกใจคนอ่าน มีประโยชน์ต่อการนำไปใช้เพียงใด?

คำถามข้างต้นล้วนเป็นสิ่งที่คนเขียนข่าวต้องถาม และตอบโจทย์ให้ได้ ก่อน , ระหว่าง หรือหลังการเขียนข่าว

หากเป็นก่อนเขียนข่าวก็ดีหน่อย คือวิเคราะห์เรื่องต่าง ๆ ที่จะเขียน ตอบโจทย์ทุกข้อที่ต้องการจากนั้นจึงลงมือเขียน... ลักษณะการทำงานแบบนี้ยากตอนเริ่ม แต่ง่ายตอนปฏิบัติ

ส่วนการเขียนเสร็จแล้วค่อยมาตอบโจทย์ ดูจะเป็นอะไรที่ยุ่งยาก เพราะเมื่อเขียนเสร็จแล้วถ้าไม่ถูกใจมีหวังได้โล๊ะทิ้ง แล้วเริ่มเขียนใหม่เป็นแน่ ซึ่งก็ดูแล้วเป็นอะไรที่ไม่สนุกเลย

การทำงานของผมอยู่ตรงกลางครับ คือ วางโครง กำหนดหัวข้อ ดูแหล่งข้อมูลคร่าว ๆ หากเป็นข่าวจากต่างประเทศ ก็แปลเสียให้เสร็จ แล้วเริ่มลงมือเขียน

ทุกข่าวที่เขียน จำเป็นอย่างยิ่งที่ต้องมีแหล่งข่าวอย่างน้อย 3 ข่าว เพราะ
1. เราไม่ได้หาข่าวเอง การมีแหล่งข้อมูลเดียวจึงขาดความน่าเชื่อถืออย่างแรง
2. แหล่งข่าวเดียว มีความเสี่ยงในการโดนข้อหา ละเมิดลิขสิทธิ์ เกิน 80%
3. การไม่มีแหล่งข้อมูลที่หลากหลาย คนอ่านน่าจะไม่ได้รับประโยชน์อะไรในการเขียน คือผมหมายความว่า การอ่านจากที่เราเขียน ไม่สู้ไปอ่านจากแหล่งข่าวต้นฉบับดีกว่าหรือ?

กรณีของลิขสิทธิ์นี่ค่อนข้างละเอียดอ่อนจริง ๆ แต่เราก็พบว่าในปัจจุบัน เนื้อหาที่ปรากฎบนหน้าเว็ปไซต์ล้วนเป็นข้อมูลสาธารณะ ใครใคร่หยิบไปใช้ก็สุดแล้วแต่ใจปรารถนา เราทุกคนล้วนปฏิบัติอย่างนั้น ใช่ไหมครับ? เหตุผลที่ฟังดูซื่อ ๆ ไร้เดียงสานิด ๆ คือ "ใช้เพื่อการศึกษาาาาาา"

ในทัศนะของผมแล้ว อันที่จริงเรากำลัง "ทำผิด" อย่างร้ายแรง การที่เป็นบุคลากรทางการศึกษา
จำเป็นอย่างยิ่งที่ต้องทำตัวให้เป็น แบบอย่างที่ดี ต่อบุคคลอื่นในสังคม การเคารพสิทธิ์ของผู้อื่น
เป็นสิ่งที่พึงกระทำ เหนือสิ่งอื่นใด คือ "การเป็นผู้นำ" ในการทำสิ่งที่ถูกต้อง และดีงาม

ในต่างประเทศ... เนื้อหาต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็นรูปภาพ งานเขียน งานที่เกิดจากการสร้างสรรค์ ล้วนแล้วแต่มีลิขสิทธิ์ ผู้นำไปใช้งานเองก็เคารพสิทธิ์ของเจ้าของานอย่างเคร่งครัด โดยลิขสิทธิ์แต่ละแบบ ก็มีลักษณะการใช้ที่แตกต่างกันไป แม้กระทั่งโปรแกรมคอมพิวเตอร์ที่เปิดเผยรหัสต้นฉบับ (Source Code) ก็มีลิขสิทธิ์เช่นเดียวกัน แม้ว่ามันจะเปิดเผยรหัส แต่ผู้นำไปใช้จะต้องกระทำตามข้อตกลง ลิขสิทธิ์ เช่น GPL , LGPL , CC เป็นต้น ตัวอย่างง่าย ๆ เช่น คุณสามารถเอาไปใช้ได้ แต่หากคุณแก้ไขและเกิดผลดีโดยรวม ก็ให้ส่งผลการแก้ไขไปยังเจ้าของเดิมเพื่อการพัฒนา เป็นต้น

หันกลับมาดูห้องเรียนทันข่าวกันครับ...
1. ให้เอาข่าวมาเล่า หรือนำเสนอ...
- ปัจจุบันผมว่าบางอันนี่มันไม่ใช่ข่าว หรือเป็นข่าวที่ไม่ "ทันข่าว" นอกจากนี้ยังเป็นข่าวที่ดูแล้ว ไม่น่าสนใจเลย
2. ข้อนี้ที่เป็นห่วง (และคิดว่าเว็ปมาสเตอร์ก็เป็นห่วงเช่นกันเพราะพยายามจะติดไว้น่าเว็ปว่าอย่า!!!! เอาออกแล้วคิดว่าคงเหนื่อยแล้วมั๊ง 55555 มันเป็นประเด็นของลิขสิทธิ์เต็มๆ)
คือ "การคัดลอกข่าวแบบตัดแปะ"
- หากคิดถึงหัวอกคนหาข่าวนี่จะซึ้งใจครับ เพราะกว่าจะได้แต่ละข่าวมา ไม่ใช่นั่งเทียนเขียนนะครับ ล้วนแต่ต้องใช้กำลังทรัพย์กันทั้งนั้น บางข่าวต้องไปหาอยู่ในถิ่นห่างไกล สุดแสนจะลำบาก ช่วงนี้คงยังไม่มีปัญหาอะไร เพราะ ประการที่ 1 เจ้าของข่าวยังไม่รู้ว่าข่าวของตัวเองถูกคัดลอกไป ประการที่ 2 เจ้าของข่าวรู้แต่ก็คิดว่าดีเหมือนกันถือเสียว่าทำบุญทำทาน ประการที่ 3 เจ้าของข่าวรู้แต่ก็ได้ประโยชน์จากลิงค์ที่กลับมายังข่าวต้นฉบับ
3. ข้อนี้ยิ่งน่าเป็นห่วงหนักกว่า ข้อ 2 เพราะ นอกจากคัดลอกมาทั้งฉบับแล้ว ยังไม่ให้เครดิตเจ้าของที่แท้จริง ซ้ำร้ายยังไม่มีลิงค์ที่มาของข่าวอีกด้วย... อันนี้เสียมารยาทอย่างแรงครับ
เอาเป็นว่า ผมเน้น 3 ข้อหลักก็แล้วกัน ส่วนเรื่องอื่น ๆ เดี๋ยวค่อยมาคุยกันต่อ

สาเหตุที่เกิดเหตุการณ์ทั้ง 3 เพราะอะไร?
ไม่ยากครับ
1. สพท.ที่เข้าโครงการจะต้องเขียนข่าวให้ได้อย่างน้อย 30 ข่าว (ใช้เวลา 3 เดือน ตกเดือนละ 10 ข่าว หรือสัปดาห์ละอย่างน้อย 2 ข่าว) ด้วยความเร่งรัดนี้จึงเกิดกรณีตัดแปะ (ฟังดูแหม่ง ๆ คล้าย ๆ คศ.3 นะ ว่าไหม?)
2. การแบ่งหมวดหมู่ให้เขียน ผมมองว่าแต่ละคนมีความถนัดที่หลากหลาย การจำกัดเฉพาะหมวดหมูใด ๆ ไม่เป็นผลดีแน่ เพราะบางหมวดหมู่แทบจะไม่มีข่าวที่พอจะเอาไปเล่นได้เลย ทำให้บางข่าวที่มีคน "พยายามจะเขียน" ออกมาจืดสนิท
3. ด้วยความที่เป็น "ห้องเรียนทันข่าว" เราไม่สามารถ ระดมคนมาเขียนได้ภายในครั้งเดียว หรือรวมกลุ่มคนที่มีความสามารถมาช่วยกันเขียนได้ เพราะแต่ละข่าวแน่นอนว่าขึ้นอยู่ในเงื่อนเวลา บางข่าวยังไม่เกิด... เขียนได้ไง? บางข่าวเกิดแล้ว...แต่เกิดมานานมาก... เขียนได้ไง?
เคยคิดว่าจะรวมกันในลักษณะช่วยกันเขียน แต่ก็ติดประเด็นนี้ละครับ ที่ไม่สามารถทำได้จริง ๆ

เหล่านี้ล้วนเป็นประเด็นปัญหา ที่ท้าทายอย่างยิ่งยวด

เอาละในเมื่อมันเกิดกรณีปัญหา แล้วเราจะต้องทำอย่างไร จึงควรจะเป็น "ห้องเรียนทันข่าว"
อย่าว่ากันนะเพราะนี่เป็นทัศนะของผม คุณผู้อ่านคิดยังไง ก็ลองช่วย ๆ กันระดมความคิดเห็น
1. ก่อนอื่นเลยอ่านข่าวให้มากครับ บางทีอาจเจอข่าวที่เราสนใจ และคิดว่าคนอื่น น่าจะสนใจด้วย
2. เมื่อได้หัวข้อข่าวแล้ว ก็ยึดแหล่งข่าวที่เราเจอไว้ให้มั่น อ่าน และศึกษาข้อมูลให้ถ่องแท้
3. หาแหล่งข่าวอื่น ที่กำลังเล่นข่าวนั้น ๆ อยู่ เพิ่มเติมอีกสัก 2 แหล่งข้อมูล
4. อ่านทุกแหล่งข้อมูล ให้ละเอียด เพื่อเตรียมการบูรณาการ
5. เมื่อได้ข้อมูลทุกอย่างมาแล้ว เขียนลงในกระดาษหรือโปรแกรม text editor ทั่วไป ที่สามารถแก้ไขข้อมูลได้โดยง่าย
6. การเขียนควรใช้คำของตัวเอง หรืออย่างน้อยก็ปรับแต่งให้สวยงาม สละสลวย ไม่ใช่ตัดแปะมาทีละย่อหน้า
7. หากเราใส่ภาพไว้ด้วย จำเป็นอย่างยิ่งที่ต้องบอกแหล่งที่มาของภาพ หากสามารถทำลิงค์กลับไปยังภาพต้นฉบับด้วยจะดีมาก

กรณีศึกษาเว็ปคุณแอนนนนน อ่านเพิ่มเติมได้ที่นี่
ตอนหนึ่ง http://iannnnn.com/2008/574
ตอนสอง http://iannnnn.com/2008/575
ตอนสาม http://iannnnn.com/2008/576

8. หากเพิ่มเติมความคิดเห็นของตัวเองไปยังเนื้อข่าวด้วย ควรบอกว่าเป็นความเห็นของผู้เขียนเอง
9. ทุกข้อความในเนื้อหาข่าว ถ้ามีศัพท์ทางเทคนิค หรือข้อมูลเฉพาะ ควรหาแหล่งข้อมูล พร้อมทั้งทำลิงค์ประกอบ เพื่อผู้อ่านจะสามารถค้นคว้าได้อย่างรวดเร็ว และสะดวกขึ้น
10. สรุปสุดท้าย คือ ประโยชน์จากข่าว ผู้อ่านได้อะไรจากข่าว เนื้อหาที่ควรไปศึกษาเพิ่มเติม คำถามฝากคิดให้ผู้อ่านได้ร่วมคิดร่วมทำ มีปฏิสัมพันธ์กับข่าวที่เขียน
11. คำถามที่คาใจคุณคือ แล้วถ้ามันไม่มีหัวข้อข่าวให้เขียนจะทำยังไง คำตอบตรงไปตรงมาคือ อย่าได้เขียนเพราะมันจะจืดสนิท แต่หากจะเขียนก็หยิบเอาประเด็นที่ไม่เกี่ยวกับข่าวนั้นมาเขียน เช่น ขอยกตัวอย่างงานเขียนหนึ่งนะครับ แต่ไม่ขอบอกก็แล้วกันว่ามาจากไหน
คงยังจำเหตุการณ์เครื่องบินตกที่ภูเก็ตกันได้นะครับ ซึ่งเหตุการณ์เครื่องบินตกก็คงไม่มีอะไรมากไปกว่า "เครื่องบินตก คนตาย คนเจ็บ" ไม่มีอะไรมากไปกว่านี้จริง ๆ แต่ถ้าจะให้นำเสนอแบบโคตรสร้างสรรค์ ก็ฉีกแนวไปเขียนเรื่อง "ปรากฎการณ์วินเชียร์" ซึ่งเป็นภาวะที่ลมมีผลต่อเครื่องบิน และเป็นสาเหตุให้เครื่องบินตกหลายครั้ง การนำเสนอแบบนี้นอกจากผู้อ่านจะได้ความรู้แล้ว ยังเป็นข้อมูลสำหรับประกอบการอ่านข่าวต้นฉบับได้เป็นอย่างดี

ทั้งหลายทั้งปวงที่เขียนมาล้วนมาจากความมุ่งหวังให้ "เจตนา" ของห้องเรียนทันข่าวสมกับที่ได้ตั้งไว้
มีความ "สง่า" "งดงาม" สมกับเป็นงานเขียนของบุคลากรทางการศึกษา เป็นตัวอย่างที่ดี ที่คอยเติมเต็มและจรรโลงสังคม ด้วยปลายปากกาของภูมิปัญหาแห่งแผ่นดิน

ปล. เขียนครั้งเดียว และรวดเดียว จบ ขอบคุณ ทุกท่านที่อ่านมาจนสุดบรรทัดนี้

IMHO
ครูป๋อง
สุดขอบเขา...
เราอยู่ตรงนี้...
แสดงความคิดเห็น